สถานการณ์เศรษฐกิจในไต้หวัน มกราคม - ธันวาคม 2567

สถานการณ์เศรษฐกิจในไต้หวัน มกราคม - ธันวาคม 2567

วันที่นำเข้าข้อมูล 14 ก.พ. 2568

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 ก.พ. 2568

| 610 view

snapedit_1722564906943

 

  1. ภาพรวมเศรษฐกิจไต้หวัน

1.1 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2568 สำนักสถิติและบัญชีกลางไต้หวันคาดการณ์ว่า GDP ไต้หวันประจำปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 4.3 ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยมีปัจจัยหลักจากการบริโภคของภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคบริการ อาทิ ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยว ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์และกองทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นในตลาดโลก

1.2 มูลค่าการค้า กระทรวงการคลังไต้หวันรายงานว่า การส่งออกของไต้หวันในช่วงเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2567 มีมูลค่ารวม 475,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากปี 2566 และเป็นมูลค่าการส่งออกสูงสุดอันดับสองในประวัติการณ์[1] โดยเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 ทั้งนี้ การขยายตัวของการส่งออกไต้หวันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความต้องการสินค้าเทคโนโลยี ทั้ง AI และ High Performance Computing (HPC) ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 394,495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปี 2566 ทำให้ไต้หวันได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 80,585 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.22 จากปีก่อนหน้า

1.3 การลงทุน การลงทุนของไต้หวันในต่างประเทศ (ยกเว้นจีน)[2] ระหว่างเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2567 มีมูลค่ารวม 44,931 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.57 เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งเป็นสถิติการลงทุนในต่างประเทศสูงสุดในระยะที่ผ่านมา (เมื่อปี 2566 มีการลงทุนในต่างประเทศยกเว้นจีนรวม 23,577 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยคิดเป็นการลงทุนในเป้าหมายตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy: NSP) รวม 8,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศไทย ขณะที่การลงทุนจากประเทศ NSP ในไต้หวันคิดเป็นมูลค่า 487 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย

1.4 สถานการณ์เงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)[3] ในช่วงเดือน ธ.ค. 2567 อยู่ที่ 108.82 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ร้อยละ 2.10 โดยสูงกว่าที่ธนาคารกลางไต้หวันคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2 จากราคาสินค้าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาผักสดที่สูงขึ้นเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนัก อย่างไรก็ดี ความผันผวนของราคาสินค้าอาหารน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น เนื่องจากราคาผักสดเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2568 หลังผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มคลี่คลาย

1.5 การจ้างงาน อัตราการว่างงานเฉลี่ยของไต้หวัน ระหว่างเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2567 อยู่ที่ร้อยละ 3.38 ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ร้อยละ 0.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปี โดยมีผู้ว่างงานทั้งหมด 4.06 แสนคน ขณะที่มีการจ้างงานทั้งสิ้น 11.59 ล้านตำแหน่ง โดยคาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานในเดือน ม.ค. 2568 จะลดลงจากกิจกรรมทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน (25 ม.ค. -    2 ก.พ. 2568) แต่อาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.พ. 2568 เนื่องจากเป็นช่วงที่คนไต้หวันมีแนวโน้มเริ่มหางานใหม่

  1. การประกาศนโยบายสำคัญของรัฐบาลไต้หวัน

2.1 เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ (1) คณะกรรมการด้านการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (Climate Change Response)  เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย net-zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ของไต้หวัน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (2) คณะกรรมการด้านการรับมือและป้องกันภัยพิบัติ/สถานการณ์ฉุกเฉิน (Whole-of-Society Resilience) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับภาคประชาชนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน และ (3) คณะกรรมการด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Healthy Taiwan Promotion) เพื่อรองรับการเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุและการปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการด้านสาธารณสุข ซึ่งการดำเนินการทั้ง 3 ด้านดังกล่าวเป็นโจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลไต้หวันในการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะต่อไป

 2.2 ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การพัฒนา AI เป็นวาระสำคัญของรัฐบาลไต้หวัน โดยเมื่อเดือน ส.ค. 2567 รัฐบาลไต้หวันประกาศลงทุน 36,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (1.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวันเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI ตามนโยบายส่งเสริมความแข็งแกร่งของไต้หวันในฐานะ “Silicon Island” และพัฒนาไปสู่ “AI Island” โดยมีศูนย์กลางที่เขตซาหลุน เมืองไถหนาน และจะเริ่มการลงทุนตั้งแต่ปี 2567 - 2572 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา “S-Shaped Semiconductor Corridor” เพื่อขยายห่วงโซ่อุปทาน  เซมิคอนดักเตอร์ในภาคใต้ โดยจะเชื่อมโยง Science Park ในเขตภาคใต้ อาทิ เมืองไถหนาน เกาสง เจียอี้ เฉียวโถ และผิงตงเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไต้หวัน และดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI จากทั่วโลกไปไต้หวันผ่านการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ NVIDIA และ AMD

2.3 รัฐบาลไต้หวันมีนโยบายในการส่งเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานร่วมกับพันธมิตรประเทศประชาธิปไตย โดยใช้แต้มต่อจากพื้นฐานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่เข้มแข็งของไต้หวัน กอปรกับมีแผนจะขยายความร่วมมือในสาขาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญด้านความมั่นคง อาทิ การพัฒนาโดรน การผลิตดาวเทียมวงโคจรต่ำ การผลิตหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมด้านเวชภัณฑ์ พลังงานทดแทน นวัตกรรมการเกษตร และเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อจีน โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนไต้หวันขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการเกิดสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ

  1. ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย - ไต้หวัน

3.1 ด้านการค้า กรมการค้าต่างประเทศไต้หวัน รายงานว่า ในปี 2567 การค้าระหว่างไต้หวัน - ไทยมีมูลค่ารวม 18,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไต้หวันมาไทย 11,836 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากไทยไปไต้หวัน 6,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] โดยไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไต้หวัน สินค้านำเข้าจากไทยไปไต้หวัน 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (3,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม สุรา น้ำส้มสายชู และยาสูบ (430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) พลาสติกและยาง (351 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่สินค้าส่งออกจากไต้หวันมาไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (8,849 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) แร่โลหะ (1,004 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) พลาสติกและยาง (521 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ

3.2 ด้านการลงทุน กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันรายงานว่า ในปี 2567  มีโครงการลงทุนจากไต้หวันในไทยที่ได้รับการอนุมัติ 66 โครงการ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.2) คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 26.6) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ (1) การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) การค้าส่งและค้าปลีก (111 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) การเงินและการประกันภัย (61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่มีโครงการลงทุนจากไทยไปยังไต้หวัน 30 โครงการ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.45) คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 94.32) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ (1) ด้านบริการทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และทางเทคนิค (5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) การเงินและการประกันภัย (4.6 แสนดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (4.59 แสนดอลลาร์สหรัฐ) ตามลำดับ

3.3 ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวันรายงานว่า ในเดือน ธ.ค. 2567 มีจำนวนแรงงานไทยในไต้หวันทั้งสิ้น 70,335 คน คิดเป็นร้อยละ 8.57 ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดในไต้หวัน โดยจำนวนแรงงานไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ร้อยละ 7.52

3.4 ด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทยรายงานว่า ในปี 2567 นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางมาไทยจำนวน 1,089,910 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 50.42 (ปี 2566 จำนวน 724,594 คน) ขณะที่กรมการท่องเที่ยวไต้หวัน ระบุว่า ในเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2567 มีนักท่องเที่ยวจากไทยไปไต้หวัน จำนวน 397,168 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ร้อยละ 1.43 (เดือน ม.ค. - ธ.ค. 2566 จำนวน 391,573 คน)

 

 

[1] ไต้หวันเคยทำสถิติมูลค่าการส่งออกสูงสุดในประวัติการณ์เมื่อปี 2565 มีมูลค่ารวม 479,424 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน)

[2] การลงทุนจากไต้หวันไปยังจีน ระหว่างเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2567 มีมูลค่ารวม 3,654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

[3] ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน

[4] ไทยขาดดุลการค้าต่อไต้หวันราว 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ