วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ก.พ. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ก.พ. 2569

1.1 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 สำนักสถิติและบัญชีกลางไต้หวันรายงานว่า GDP ไต้หวัน ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 8.63 ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยมีปัจจัยสำคัญมูลค่าการส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการสินค้า AI และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับแนวโน้มในอนาคต ความสำเร็จในการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ซึ่งไต้หวันสามารถบรรลุอัตราภาษีที่ร้อยละ 15 โดยไม่รวมฐานภาษีเดิมจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไต้หวันเติบโตมากขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 คณะกรรมการกิจการเพื่อการพัฒนาไต้หวัน (National Development Council: NDC) คาดการณ์ว่า GDP ไต้หวันในปี 2569 จะเติบโตที่ร้อยละ 4.56 จากเดิมที่สำนักสถิติและบัญชีกลางคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.54 ขณะที่ GDP per capital น่าจะอยู่ราว 41,708 - 43,897 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยืนยันว่า เศรษฐกิจไต้หวันจะไม่เติบโตแบบเหลื่อมล้ำ (K-shaped) โดยการบรรลุข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญให้การส่งออกสินค้าของอุตสาหกรรมดั้งเดิม อาทิ เครื่องจักร จักรยาน อุปกรณ์อะไหล่และฮาร์ดแวร์ มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
1.2 มูลค่าการค้า กระทรวงการคลังไต้หวันรายงานว่า การส่งออกของไต้หวัน ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 640,754 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.91 จากปี 2567 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่ารวม 483,631 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.63 ทำให้ไต้หวันได้เปรียบดุลการค้า รวมมูลค่า 157,114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.04 จากช่วงเดียวกันของปี 2567
1.3 การลงทุน กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันรายงานว่า การลงทุนของไต้หวันในต่างประเทศ (ยกเว้นจีน) ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 38,432 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 14.47 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (เมื่อปี 2567 มีการลงทุนในต่างประเทศยกเว้นจีนรวม 44,931 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[1] ทั้งนี้ ไต้หวันมีการลงทุนมากที่สุดในสหรัฐฯ รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ขณะที่การลงทุนในประเทศกลุ่มเป้าหมาย New Southbound Policy (NSP) มุ่งเน้นไปที่สิงคโปร์ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และออสเตรเลีย อนึ่ง การลงทุนจากต่างประเทศในไต้หวันมีมูลค่ารวม 11,392 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐฯ
1.4 สถานการณ์เงินเฟ้อ สำนักสถิติและบัญชีกลางไต้หวันรายงานว่า ในปี 2568 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.66 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่อัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังของธนาคารกลางไต้หวัน (ร้อยละ 2) โดยในเดือน ธ.ค. 2568 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.31 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากราคาสินค้าอาหาร ค่าเช่าที่อยู่อาศัย และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
1.5 สถานการณ์การจ้างงาน อัตราการว่างงานของไต้หวัน ระหว่างเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2568 ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.35 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี ลดลงร้อยละ 0.03 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีผู้ว่างงานทั้งสิ้น 4.03 แสนคน ขณะที่มีการจ้างงานทั้งสิ้น 11.626 ล้านตำแหน่ง
2.1 NDC ประกาศยุทธศาสตร์ “Dual Pyramid” ประกอบด้วย 2 เสาหลักสำคัญเพื่อยกระดับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ (1) การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (Ten New Drivers of National Power) มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักของไต้หวัน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ โดรน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ควบคู่กับการดูแลสังคมผ่านนโยบายภาษี และสวัสดิการแบบ “Intergenerational Care” ที่ครอบคลุมตั้งแต่
เด็กแรกเกิดถึงผู้สูงวัย และ (2) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI (Ten New Constructions in AI) เพื่อผลักดันให้ไต้หวันติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้นำด้าน AI ของโลก ภายในปี 2583 และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มการจ้างงาน 500,000 ตำแหน่ง
2.2 สภาบริหารไต้หวัน (Executive Yuan) ได้ดำเนินโครงการแจกเงินสดให้แก่ประชาชนเป็นจำนวน 1 หมื่นดอลลาร์ไต้หวัน/คน ภายใต้งบประมาณพิเศษวงเงินรวม 570,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันของสหรัฐฯ และเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยผู้มีสิทธิตามนโยบายดังกล่าวประกอบด้วยคนไต้หวันและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงคู่สมรสชาวต่างชาติของคนไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก โดยเริ่มเปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2568 และสามารถรับเงิน ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2568 ผ่านการโอนเข้าบัญชี รับจาก ATM หรือรับเงินที่ทำการไปรษณีย์ โดยสามารถรับเงินได้ถึงวันที่ 30 เม.ย. 2569
2.3 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนเป็น 29,500 ดอลลาร์ไต้หวัน (เดิม 28,590 ดอลลาร์ไต้หวัน) และอัตราค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงเป็น 196 ดอลลาร์ไต้หวัน (เดิม 190 ดอลลาร์ไต้หวัน) คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.18 ครอบคลุมแรงงานในไต้หวันราว 2.47 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนราว 1.74 ล้านคน และผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงราว 730,000 คน ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค DPP ตั้งแต่ปี 2560 มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของไต้หวันเป็นประจำทุกปี ราวร้อยละ 3 - 5 ต่อปี โดยมีการตั้ง คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายแรงงาน นายจ้าง รัฐบาล และนักวิชาการ และพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของ GDP และความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศ
2.4 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ไต้หวันจะเริ่มดำเนินแผน 3 ระยะเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ (1) ปรับเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรในทุกระบบประกันสังคมเป็น 100,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ต่อทารกหนึ่งคน (2) เพิ่มเงินอุดหนุนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) สำหรับสตรีทุกช่วงอายุที่กำหนด และ (3) สนับสนุนการแช่แข็งไข่และอสุจิทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงด้านภาวะเจริญพันธุ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว และกระตุ้นให้ประชาชนตัดสินใจมีบุตรมากขึ้นในระยะยาว
3.1 การค้า สถิติกรมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพานิชย์ ระบุว่า การค้าระหว่างไทย - ไต้หวัน ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 30,842 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 21 ไทยส่งออกไปไต้หวัน 5,325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากไต้หวัน 25,516 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไต้หวันเป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย ขณะที่สินค้าส่งออกจากไทยไปไต้หวัน 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) แผงวงจรไฟฟ้า (1,323 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (394 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ (268 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สินค้านำเข้าจากไต้หวัน 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) แผงวงจรไฟฟ้า (16,514 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (3,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
3.2 การลงทุน สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการลงทุนของไต้หวันในไทยที่ได้รับการอนุมัติแล้วจำนวน 131 โครงการ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.97 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 875 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 47.29 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (634 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ (91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (3) อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ (86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน ระบุว่า มีโครงการลงทุนจากไทยมายังไต้หวัน 48 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 51) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ (1) ด้านบริการทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และทางเทคนิค (8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) การค้าส่งและค้าปลีก (9 แสนดอลลาร์สหรัฐ) และ (3) การเงินและประกันภัย (2 แสนดอลลาร์สหรัฐ)
3.3 แรงงาน จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานไต้หวัน พบว่า เดือน ธ.ค. 2568 มีจำนวนแรงงานไทยในไต้หวันทั้งสิ้น 68,822 คน ลดลงร้อยละ 2.34 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นร้อยละ 7.94 ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด
3.4 ด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทย รายงานว่า ในปี 2568 นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางมาไทย 987,633 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 9.38 (ปี 2567 จำนวน 1,089,910 คน) ขณะที่กรมการท่องเที่ยวไต้หวันระบุว่า ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวจากไทยไปไต้หวัน 406,518 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 2.35 (ปี 2567 จำนวน 397,168 คน)
4.1 การบรรลุการเจรจามาตรการภาษีระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ สหรัฐฯ ได้ลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไต้หวันจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 15 โดยไม่รวมฐานภาษีเดิม รวมทั้งไต้หวันยังได้รับสิทธิพิเศษสูงสุดสำหรับสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินมาตรการภาษีเฉพาะภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้าสหรัฐฯ โดยการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไต้หวัน เห็นได้จากสถาบันเศรษฐกิจทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ ต่างได้ปรับตัวเลขการเติบโตของ GDP ไต้หวันในปี 2569 ทันทีหลังบรรลุผลการเจรจา โดยทุกสำนักคาดว่า GDP ของไต้หวันในปี 2569 จะเติบโตมากกว่าร้อยละ 4 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ราวร้อยละ 2 เท่านั้น
4.2 นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวันในปี 2569 มุ่งเน้นการกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเสริมสร้างสายพานการผลิตนวัตกรรมขั้นสูงที่เข้มแข็งและไม่พึ่งพาจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปในด้านเซมิคอนดักเตอร์และ AI รวมถึงการริเริ่มความร่วมมือเพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตแร่ธาตุหายาก (rare earth) กับออสเตรเลียและญี่ปุ่น ตลอดจนการเตรียมพร้อมด้านพลังงานเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี
ขั้นสูงในอนาคต ทั้งความเป็นไปได้ในการกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์และการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ทั้งการเปิดประมูลโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งระยะที่ 3.2 รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ อาทิ ไฮโดรเจน และพลังงานความร้อนใต้พิภพ อนึ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลไต้หวันต้องเร่งแก้ไข อาทิ การดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนในสาขาอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมศักยภาพ SMEs โดยใช้นวัตกรรม AI รวมทั้งการมีนโนบายเพื่อกระจายรายได้สู่ประชาชนในระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็น
การให้เงินอุดหนุนในรูปแบบต่าง ๆ การให้สวัสดิการสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งน่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
4.3 สำหรับการลงทุนในต่างประเทศคาดว่า การลงทุนของไต้หวันในสหรัฐฯ น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เป็นไปตามผลการเจรจาความตกลงทางการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งในเบื้องต้น ไต้หวันมีพันธกิจที่จะต้องเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ อีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีแผนการลงทุนแล้วในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ AI และพลังงาน ขณะที่การย้ายฐานการลงทุนจากจีนมายังประเทศเป้าหมายตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy: NSP) น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ อนึ่ง ในขณะเดียวกันรัฐบาลไต้หวันพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากเซมิคอนดักเตอร์และ AI ควบคู่กันไปด้วย อาทิ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายยกระดับไต้หวันเป็นศูนย์กลาง “ห่วงโซ่อุปทานโดรนแบบประชาธิปไตย” (Democratic Drone Supply Chain) ของภูมิภาคเอเชีย อนึ่ง เมื่อปี 2568 มูลค่าการส่งออกโดรนของไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อยู่ที่ราว 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.4 เท่าของปีก่อนหน้า โดยกว่าร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมดเป็นการส่งออกไปยังโปแลนด์ และประเทศฝั่งตะวันตก อาทิ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็ก
5.1 การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ AI ซึ่งมีความต้องการในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจุบัน ไทยเป็นฐานการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) อันดับที่ 5 ของโลก และเป็นฐานการผลิต PCB ที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดของไต้หวันรองจากจีน กอปรกับบริษัทไต้หวันมีแนวโน้มที่จะย้ายการผลิตจากจีนมายัง ปทท. อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิต PCB ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การลงทุนของบริษัท Zhen Ding Technology ของไต้หวัน ผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งของโลก
ซึ่งลงทุนในไทยแล้วถึง 6.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ โดยที่ PCB เป็นส่วนประกอบที่มีในอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด ตั้งแต่สมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึง AI Server และเครื่องมือแพทย์ การเป็นฐานการผลิต PCB สำหรับบริษัทไต้หวันของไทยจึงเป็นโอกาสไปสู่การลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมอัจฉริยะต่าง ๆ เห็นได้จากสถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เมื่อปี 2568 ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 6.2 แสนล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าเงินลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมฯ ทั้งหมด
5.2 เพื่อส่งเสริมโอกาสในการต่อยอดให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมขั้นสูงจากไต้หวันในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานการค้าฯ ได้พบหารือเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้แทนระดับสูงของไต้หวันที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน และการพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกิจการเพื่อการพัฒนาไต้หวัน
[1] การลงทุนของไต้หวันในจีนปี 2568 ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ารวม 1,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 58.98 จากช่วงเดียวกันของปี 2567